กฎทอง 10 ข้อของการบริหารความเสี่ยงโครงการ

สวัสดี ครับ วันนี้เราขอคุยกับทุกๆ ท่านเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงโครงการ  ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเป็นข้อคิดสำหรับผู้บริหารโครงการโดยแบ่งออกเป็น กฎ 10 ข้อ ที่น่าสนใจและนำไปปฎิบัติได้จริง

ประโยชน์ของการจัดการความเสี่ยงในโครงการมีประโยชน์อย่างมาก  คุณสามารถได้รับผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมาก  ถ้าคุณสามารถจัดการกับเหตุการณ์ความไม่แน่นอนของโครงการในลักษณะเชิงรุก ผลที่คาดว่าจะได้รับ คุณจะสามารถลดผลกระทบของภัยคุกคามของโครงการและการคว้าโอกาสที่เกิดขึ้น  นอกจากนี้จะช่วยให้คุณส่งมอบโครงการของคุณได้ในเวลาที่อยู่ในงบประมาณและมีคุณภาพของผลการตอบสนองความต้องการของผู้ให้การสนับสนุนโครงการของคุณ

นอกจากนี้ยังมีสมาชิกในทีมของคุณจะมีความสุขมาก ถ้าหากพวกเขาได้สร้างเครื่องมือสำหรับใช้ในการป้องกันความล้มเหลวที่อาจจะเกิดขึ้นในการทำโครงการ หรือตั้งแต่เริ่มคิดตั้งต้นโครงการไว้ล่วงหน้าแล้ว

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ กฎทอง 10 ข้อ ที่ช่วยให้การจัดการความเสี่ยงในโครงการของคุณประสบความสำเร็จ  จากทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารความเสี่ยงโครงการอย่างยาวนาน

 

กฎข้อที่ 1 : การบริหารความเสี่ยงให้กับโครงการของคุณ

กฎข้อแรก เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อความสำเร็จของการบริหารความเสี่ยงของโครงการ หากคุณไม่ได้เข้ารายละเอียดอย่างแท้จริงของโครงการ หรือขั้นตอนการทำงานของโครงการอย่างท่องแท้ หรือคุณไม่ยอมรับแนวคิดในการบริหารความเสี่ยงของโครงการของคุณ  คุณจะไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างเต็มรูปแบบของวิธีบริหารความเสี่ยงโครงการเหล่านี้ได้เลย

คุณสามารถพบข้อผิดพลาดมากมายในบริษัท  บางโครงการก็ใช้วิธีการบริหารความเสี่ยงในโครงการอย่างใดอย่างหนึ่ง แบบที่ไม่ซ้ำกันและต่างกันในลักษณะต่างคนต่างทำ   ซึ่งผู้จัดการโครงการบางคนจะแจ้งว่าเขาทราบดีว่าการบริหารความเสี่ยงโครงการเป็นอย่างไร และเข้าได้วางแผนการบริหารความเสี่ยงของโครงการแล้วไม่มีข้อผิดพลาดแน่นอน (รับรองจะต้องมีคนเถียงลักษณะนี้)   ในขณะที่ผู้บริหารบางคนจะไว้วางใจผู้จัดการโครงการคนที่ตนเองสนิทสนมด้วย หรือไว้วางใจแบบสุ่มๆ เพราะเห็นว่าเขาเป็นผู้ชาย ลักษณะดี น่าจะไว้ใจได้ เป็นต้น

ในขณะที่บริษัทที่รับบริหารโครงการส่วนใหญ่จะทำให้การบริหารความเสี่ยงเป็นงานส่วนหนึ่่งที่อยู่ในงานประจำวันแต่ละวัน ของพวกเขา  และรวมเข้าไว้ในการประชุมโครงงานและการฝึกอบรมของพนักงาน

 

กฎข้อที่ 2 : ระบุความเสี่ยงในช่วงต้นโครงการของคุณ

ในขั้นตอนแรกของการบริหารความเสี่ยงของโครงการ คือ การระบุความเสี่ยงในโครงการของคุณ ในขั้นตอนนี้จำเป็นที่จะต้องใช้ใจที่เปิดกว้าง และมองเห็นสถานการณ์ในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้น  ด้วยการระบุตัวตนของคนที่มีความเสี่ยงบนกระดาษ และนำประวัติประสบการณ์ทำงาน ความเชี่ยวชาญ  และประวัติส่วนตัวของสมาชิกในทีมงานของคุณ รวมทั้งของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง   เพื่อนำมาพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญนอกโครงการของคุณ ที่ช่วยสนับสนุนด้านกระบวนการคิดและวิเคราะห์การบริหารความเสี่ยงโครงการของคุณ   ซึ่งพวกเขาจะสามารถเปิดเผยกับดักด้านความเสี่ยงที่คุณอาจจะพบ หรือโอกาสทองของโครงการที่ไม่ได้อยู่ในใจของคุณ   การสัมภาษณ์และการประชุมทีมงาน (การบริหารความเสี่ยงที่มาจากการะดมความคิด) เป็นวิธีการทั่วไปที่จะใช้ค้นหาความเสี่ยง ด้วยการนำรายละเอียดโครงการมาวิเคราะห์ ตามกระบวนการทำงานของโครงการ โดยผู้เชี่ยวชาญในแต่ละบรรทัดที่ผ่านอย่างระมัดระวัง จะทำให้ทราบว่า แผนงานโครงการ  กระบวนการทำงานของโครงการ การวางแผนด้านทรัพยากรที่จะใช้ในการจัดทำโครงการ และอื่นๆ  ซึ่งผู้เชี่ยวชาญและทีมงานที่ประชุมร่วมกันจะสามารถระบุความเสี่ยงของโครงการทั้งหมดก่อนที่จะเกิดขึ้น? หรืออาจจะไม่  แต่ถ้าคุณรวมจำนวนวิธีการที่จะระบุประเภทของความเสี่ยงที่แตกต่างกัน คุณจะพบว่าแนวโน้มของความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง ถ้าคุณยอมรับความเห็นด้านการระบุความเสี่ยงที่ได้มีการจัดลำดับความสำคัญเรียบร้อยแล้ว คุณมีเวลาเพียงพอที่จะบริหารจัดการความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้

 

กฎข้อที่ 3 : การติดต่อสื่อสารเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง

การที่โครงการล้มเหลวแสดงให้เห็นว่าผู้จัดการโครงการดังกล่าวไม่มีการคาดการณ์ว่าอาจจะมีผลกระทบที่รุนแรงข้างหน้ารอเขาอยู่  แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ ใครบางคนในโครงการนั้นๆ ได้เห็นผลเมฆดำของผลกระทบที่รุนแรงกำลังคืบคลานเข้ามาในโครงการที่กำลังดำเนินอยู่ แต่ไม่ได้แจ้งเตือนผู้จัดการโครงการที่ดำรงตำแหน่งในเวลานั้น   หากคุณไม่ต้องการจะให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ในโครงการของคุณ คุณจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนด้านการสื่อสารกันภายในองค์กรให้ดีกว่าในปัจจุบัน และมีการยอมรับของสมาชิกในทีมทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องหลักๆ

วิธีที่ดีที่สุด คือ การสื่อสารด้านการบริหารความเสี่ยงในงานที่คุณกำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง  หากคุณมีการประชุมทีมงานให้นำการบริหารความเสี่ยงโครงการเป็นวาระส่วนหนึ่งของการประชุมเริ่มต้น (และไม่ได้เป็นวาระสุดท้ายของการประชุม)  วิธีนี้เป็นแสดงให้เห็นถึงการบริหารความเสี่ยงโครงการที่มีความสำคัญต่อผู้จัดการโครงการ และให้สมาชิกในทีมปฎิบัติ “จนเป็นเรื่องปกติของการประชุม” และร่วมหารือกับพวกเขาเกี่ยวกับความเสี่ยงต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

การสื่อสารด้านการบริหารความเสี่ยงเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่ผู้จัดการโครงการและผู้ให้การสนับสนุนโครงการทั้งด้านการเงิน และเทคโนโลยี  ควรมุ่งเน้นความพยายามในการสื่อสารจากคุณไปสู่ผู้จัดการโครงการเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับที่นี้  และจะต้องทำให้มั่นใจว่าจะต้องไม่มีเหตุการณ์ที่ทำให้ลูกค้า หรือผู้บริหารระดับสูงจะต้อง ตกใจ! เด็ดขาด!

นอกจากนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ผู้บริหารระดับสูงสุดมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้านการบริหารความเสี่ยง เพราะพวกเขามักจะละเลยไม่ให้ความสำคัญกับการตัดสินใจด้านการบริหารความเสี่ยง

 

กฎข้อที่ 4 : พิจารณาทั้งภัยคุกคามและโอกาส

ความเสี่ยงโครงการมีความหมายแฝงในเชิงลบ : บุคคลที่อาจจะทำให้โครงการของคุณไม่ประสบความสำเร็จหรือมีปัญหา “คนไม่ดี” ที่แฝงตัวอยู่ในโครงการของคุณ  อย่างไรก็ตาม การบริหารความเสี่ยงที่ทันสมัยในปัจจุบัน ก็ยังมองการบริหารความเสี่ยงในเชิงบวกมากกว่า หรือ การมองว่าเป็นโอกาสที่จะเกิดขึ้น ในขณะที่ “คนดี” จะพยามให้โครงการของคุณเสร็จเร็วขึ้น มีผลกำไรสูงขึ้น

แต่น่าเสียดายที่คนดีจำนวนมากของทีมงานโครงการจำเป็นจะต้องต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ อย่างหนักและลำบากแสนสาหัส เพื่อก้าวเข้าสู่เส้นชัย ด้วยการทำงานหนักเกินกว่าหน้าที่การทำงานที่กำหนดเพื่อให้โครงการเสร็จเร็วขึ้น

วิธีการที่จะเปลี่ยนแปลงโครงการจากการบริหารความเสี่ยงใน “เชิงลบ” (ถ้าทีมงานจะพิจารณาความเสี่ยงใดๆ  ทีอาจจะเกิดขึ้นทั้งหมด) ให้แน่ใจว่าคุณจะสามารถสร้างเวลาที่จะจัดการกับโอกาสในโครงการของคุณบางอย่างแม้ว่าจะเป็นเพียงครึ่งชั่วโมง  ซึ่งมีโอกาสที่คุณจะเห็นประโยชน์ที่ดีหรือสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นไปได้จากการทำงานที่ผิดพลาดในโครงการ

 

กฎข้อที่ 5 : ชี้แจงปัญหาและหน้าที่เจ้าของความเสี่ยง

ผู้จัดการโครงการบางโครงการ, ซึ่งพวกเขาคิดว่าเมื่อพวกเขาได้สร้างรายการที่มีความเสี่ยงแล้วก็เพียงพอ  แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขั้นตอนต่อไป คือ การทำให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบสำหรับสิ่งที่มีความเสี่ยง!  ใครเป็นเป็นผู้รู้สึกเดือดร้อน ถ้าหากมีความเสี่ยงแล้วไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง เคล็ดลับง่ายๆ คือ : กำหนดเจ้าของความสำหรับความเสี่ยงแต่ละระดับที่คุณได้พบ  เจ้าของความเสี่ยงจะเป็นคนในทีมของคุณที่มีความรับผิดชอบ และต้องการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในโครงการให้ผลเป็นบวกจริงๆ  (ลักษณะบุคลิก : คนแรกที่มักจะรู้สึกอึดอัดที่พวกเขาพบความเสี่ยงและจะหาทางลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นเหล่านั้น  แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาจะทำหน้าที่และดำเนินงานเพื่อลดภัยคุกคามและพยามเพิ่มโอกาสในทางบวก)

ในกรณีที่เจ้าของความเสี่ยงอยู่ในระดับอื่น  หากเกิดภัยคุกคามขึ้นกับโครงการและเกิดความเสียหายจะต้องมีคนจ่ายค่าเสียหาย  นี้เป็นตรรกะง่ายๆ  แต่เป็นสิ่งที่คุณจะต้องแก้ไขปัญหาด้วยการบริหารความเสี่ยง ก่อนที่ความเสี่ยงนั้นจะเกิดขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหน่วยธุรกิจที่แตกต่างกันหน่วยงานและซัพพลายเออร์มีส่วนร่วมในโครงการของคุณมักจะกลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่มีผลตามมาและมีผลทำให้คุณประหยัดเงินได้มากขึ้น

ซึ่งผลข้างเคียงที่สำคัญของการทำความเข้าใจความเป็น “เจ้าของผลกระทบความเสี่ยง” ที่ผู้จัดการสายงานจะต้องให้ความสนใจอย่างยิ่งในการบริหารโครงการที่จะต้องใช้เงินลงทุนสูงๆ   ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องให้ความสำคัญเท่าเทียมกันระหว่างปัญหาที่อาจจะเกิดกับโอกาสที่คาดว่าจะได้รับในโครงการ

 

กฎข้อที่ 6 : ความเสี่ยงที่มีจัดลำดับความสำคัญ

ผู้จัดการโครงการคนหนึ่ง เคยบอกเราว่า “เขาปฎิบัติต่อความเสี่ยงทั้งหมดอย่างเท่าเทียมกัน” วิธีนี้จะทำให้การบริหารโครงการง่ายจริงๆ หรือ  แต่ก็ไม่ได้ส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ ความเสี่ยงบางอย่างมีผลกระทบสูงกว่าคนอื่น   ดังนั้นคุณจะดีกว่าถ้าคุณจะใช้เวลาของคุณกับความเสี่ยงที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อการสูญเสียที่รุนแรง   คุณจะมีการตรวจรายการ Checklist ความเสี่ยงใดๆ ที่จะทำให้โครงการของคุณเกิดความล่าช้า หรือทำให้มีเสียหายที่รุนแรง ด้วยการใช้วิธีจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงโครงการตามผลกระทบที่รุนแรง ถ้าหากมีความเสี่ยงเกิดขึ้น  หรือการเพิ่มวัตถุประสงค์ในการตั้งค่าของเกณฑ์ในการจัดลำดับความเสี่ยง ด้วยการพิจารณาจากความรุนแรงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นให้เป็นอันดับแรกไล่เรียงต่อกันไปเรื่อยๆ และรายการความเสี่ยงรายการสุดท้ายจะเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นบ่อยและไม่รุนแรง

 

กฎข้อที่ 7 : การวิเคราะห์ความเสี่ยง

การทำความเข้าใจธรรมชาติของความเสี่ยงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการตอบสนองที่ดี  ดังนั้นจะต้องใช้เวลาบ้างที่จะมีการมองเข้าไปให้ใกล้กับการระบุความเสี่ยง  โดยที่ไม่ได้ข้ามไปยังข้อสรุปข้อสรุป โดยไม่ทราบว่ามีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

การวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในระดับที่แตกต่างกัน ถ้าคุณต้องการที่จะเข้าใจความเสี่ยงในแต่ละปัจจัยเสี่ยงนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด  ที่จะคิดเกี่ยวกับผลกระทบที่มีและเป็นสาเหตุที่สามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้  มองไปที่ผลกระทบที่คุณสามารถอธิบายสิ่งที่อาจจะเกิดผลกระทบที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากที่มีความเสี่ยงเกิดขึ้น หรือผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

การวิเคราะห์รายละเอียดที่มากขึ้นอาจจะแสดงผลคำสั่งจากผู้บริหาร เพราะจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องนำไปสู่ระยะเวลาและคุณภาพของผลิตภัณฑ์   มุมมองอื่นที่ดูจะมีความเสี่ยง คือ การมุ่งเน้นในกิจกรรมที่นำหน้าโอกาสเกิดความเสี่ยง รายการสาเหตุที่แตกต่างกันและสถานการณ์ที่ลดหรือเพิ่มโอกาส

 

กฎข้อที่ 8 : การวางแผนและใช้กการตอบสนองความเสี่ยง

การดำเนินการตอบสนองต่อความเสี่ยงเป็นกิจกรรมที่ดีและมีความสำคัญต่อการเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการของคุณ  คุณสามารถป้องกันภัยคุกคามที่เกิดขึ้นหรือลดผลกระทบเชิงลบ การปฎิบัติเป็นสิ่งสำคัญสำหรับโครงการที่นี่ กฎระเบียบอื่นๆ ที่มีจะช่วยให้คุณสามารถวางแผนจัดลำดับความสำคัญและเข้าใจถึงความเสี่ยงนี้  ซึ่งจะช่วยให้คุณมีการวางแผนบริหารความเสี่ยงและการตอบสนองความเสี่ยงที่เน้นการมีชัยชนะ

หากคุณบริหารจัดการกับภัยคุกคามของคุณ โดยทั่วไปจะมีทางเลือก 3 วิธี ได้แก่ การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง   การลดความเสี่ยง  และการยอมรับความเสี่ยง

การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หมายถึง คุณจัดระเบียบโครงการของคุณในลักษณะที่คุณจะไม่พบความเสี่ยงเหล่านั้นอีกต่อไป  ซึ่งอาจจะหมายถึง การเปลี่ยนแปลงผู้จัดจำหน่่ายหรือการรับเอาเทคโนโลยีที่แตกต่างกันสำหรับให้คุณจัดการกับความเสี่ยงที่ร้ายแรง, การยกเลิกโครงการ,   การใช้จ่ายเงินเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ

การตอบสนองความเสี่ยงที่ใหญ่ๆ เพื่อลดความเสี่ยง คุณสามารถลองเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น  โดยที่การลดผลกระทบเชิงลบที่อาจส่งผลกับโครงการของคุณ  ถ้าคุณได้ดำเนินการตามกฎข้อ 7 ถูกต้อง (การวิเคราะห์ความเสี่ยง) คุณจะมีโอกาสรู้ว่าอะไรที่อิทธิพลต่อสาเหตุของความเสี่ยง

ในส่วนของการตอบสนองในขั้นสุดท้าย คือ การยอมรับความเสี่ยง นี้เป็นทางเลือกที่ดีหากมีผลกระทบต่อโครงการที่มีน้อยที่สุดหรือเป็นไปได้ที่จะมีอิทธิพลต่อการลดความเสี่ยง  ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์ยากมาก และอาจจะต้องใช้เวลานาน หรือใช้เงินลงทุนสูง  เพียงให้แน่ใจว่ามันเป็นทางเลือกที่คุณใส่ใจ และมีทีมงานช่วยกันวิเคราะห์ผลกระทบทุกด้านแล้ว และยอมรับความเสี่ยงบางอย่าง

การตอบสนองต่อโอกาสความเสี่ยงที่ย้อนกลับของภัยคุกคาม  พวกเขาอาจจะมุ่งเน้นในการแสวงหารายละเอียดของความเสี่ยงเพิ่ม หรือ พวกเขาจะละเลยความเสี่ยงนั้นๆ (ถ้ามีโอกาสในการพิสูจน์ว่าเป็นความเสี่ยงขนาดเล็กเกินไป)

 

กฎข้อที่ 9 : การลงทะเบียนความเสี่ยงโครงการ

กฎนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำบัญชีความเสี่ยง เพื่อเข้าสู่ระบบการบริหารความเสี่ยงที่ช่วยให้คุณสามารถดูความคืบหน้าและให้แน่ใจว่าคุณจะไม่ลืมประเมินความรุนแรงและผลกระทบของความเสี่ยงที่จะต้องบริหารจัดการให้ความเสี่ยงลดลง  นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สมบูรณ์แบบที่แจ้งให้สมาชิกในทีมของคุณและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกิดขึ้น (กฏข้อ 3 )

เข้าสู่ระบบความเสี่ยงที่ดีประกอบด้วยคำอธิบายความเสี่ยงชี้แจงปัญหากรรมสิทธิ์ (กฎข้อ 5 ) และช่วยให้คุณสามารถดำเนินการวิเคราะห์พื้นฐานที่เกี่ยวกับสาเหตุและผลกระทบ (กฎข้อ 7) ผู้จัดการโครงการส่วนใหญ่ไม่ชอบจริงๆ การบริหารงาน แต่การทำ เช่น การลงทะเบียนความเสี่ยงของโครงการคุณ ที่ชี้แจงเฉพาะรายการความความเสี่ยงที่มีผลกระทบที่รุนแรงมาก ไปสู่ผลกระทบน้อย

ผู้จัดการโครงการบางคนไม่ต้องการที่จะบันทึกทะเบียนความเสี่ยงเพราะพวกเขารู้สึกกลัวว่าจะถูกตำหนิในกรณีที่ส่งรายการที่ผิดปกติปริมาณมากๆ ไปให้ผู้บริหารทราบ  แต่ในความเป็นจริงถ้าคุณบันทึกความเสี่ยง

 

กฎข้อที่ 10 : การติดตามความเสี่่ยงและงานที่เกี่ยวข้อง

ความเสี่ยงที่ได้มีการลงทะเบียนตามที่คุณได้สร้างขึ้นเป็นผลมาจาก กฎข้อ 9 จะช่วยให้คุณสามารถติดตามความเสี่ยงและงานที่เกี่ยวข้องกับพวกเขา  การติดตามงานเป็นงานแบบวันต่อวันสำหรับผู้จัดการโครงการแต่ละโครงการ  การบูรณาการงานความเสี่ยงในชีวิตประจำวันว่าทางออกที่ง่ายที่สุด  งานบริหารความเสี่ยงอาจจะดำเนินการเพื่อบรรลุหรือวิเคราะห์ความเสี่ยง หรือ เพื่อสร้างทางเลือกและตอบสนองการใช้งาน

การติดตามความเสี่ยงที่แตกต่างจากการติดตามงาน โดยจะมุ่งเน้นที่สถานการณ์ปัจจับันของความเสี่ยง ซึ่งความเสี่ยงมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น?  มีความสำคัญของความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่  การที่จะตอบคำถามนี้จะช่วยให้เกิดความสนใจกับการบริหารความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดสำหรับโครงการของคุณ

10 กฎทองของการบริหารความเสี่ยงข้างต้น เป็นการให้แนวทางการดำเนินการบริหารความเสี่ยงที่ประสบความสำเร็จในโครงการของคุณ  แต่คุณกลับเก็บไว้ในใจว่าคุณสามารถทำได้หรือปรับปรุงได้  ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมากและอภัยไม่ได้   ดังนั้นกฎข้อ 11 จะใช้วิธีการไคเซ็นของญี่ปุ่น : การวัดผลกระทบจากความพยายามในการบริหารความเสี่ยงของคุณอย่างต่อเนื่องและดำเนินการปรับปรุงเพื่อให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ประสบความสำเร็จกับโครงการของคุณ

 

สุดท้ายนี้ เราเชื่อว่าทุกๆ ท่านจะได้แนวคิดเบื้องต้นที่จะทำให้เข้าใจเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงโครงการ และขั้นตอนในการปฎิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง  ในกรณีที่ท่านต้องการข้อมูลในเชิงลึกและตัวอย่างเอกสาร Checklist Template สำหรับการนำไปปฎิบัติ เราได้เปิดหลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฎิบัติเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงโครงการ ซึ่งท่านสามารถสมัครเรียนได้

 

ขอให้ทุกท่านๆ โชคดี ครับ

 

เอกกมล  เอี่ยมศรี

https://ekamoltalk.wordpress.com

http://eiamsri.wordpress.com

http://www.interfinn.com

 

Published in: on 16/07/2011 at 08:20  Comments (1)  
Tags:

ตัวชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ : Key Risk Indicator (KRI) Templates

สวัสดีครับ วันนี้เป็นวันแรกที่เราเขียนเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง เนื่องด้วยเราได้เปิดหลักสูตรอบรมด้านการบริหารความเสี่ยงและการวางกลยุทธ์ให้กับองค์กร ก็เลยอยากจะนำตัวอย่าง Template ที่เราสะสมมาแจกให้กับทุกๆ ท่านได้นำไปทดลองใช้ ครับ

เอกสารต้นแบบตัวชี้วัดความเสี่ยง (KRI) นี้ใช้กับธนาคารที่ต้องการดำเนินการตามแนวปฎิบัติ Basel II  มีรายละเอียดดังนี้

  • ธนาคารมีความเสี่ยงกระบวนการที่มีประสิทธิภาพประจำตัวประชาชนของปัจจัยทั้งภายในและภายนอกที่กระทบอาจมีผลต่อความสำเร็จและวัตถุประสงค์ของธนาคาร
  • ธนาคารจะทำการประเมินความเสี่ยงของความเสี่ยงข้างเคียงเพื่อให้เข้าใจความเสี่ยงและกำหนดเป้าหมายทรัพยากรการบริหารความเสี่ยง
  • การประเมินความเสี่่ยงของตนเอง ซึ่งอาจจะดำเนินการได้ภายในองค์กรด้วยงานภายใน เช่น การดูผลการประเมินของฝ่ายตรวจสอบภายใน / การทำ Checklist Template เพื่อประเมินผลในหน่วยงานต่างๆ หรือการประชุมเชิงปฎิบัติการเพื่อระบุจุดแข็ง และจุดอ่อนของสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน
  • การทำแผนที่ความเสี่ยง — ธนาคารมี Business Process Flow Chart ของหน่วยงานต่างๆ และการระบุความเสี่ยงในแต่ละหน่วยธุรกิจ
  • ตัวชี้วัดความเสี่ยง — ธนาคารจะใช้สถิติและ/หรือการวัดความเสี่ยงจากตำแหน่งทางธุรกิจของธนาคาร
  • การประเมินผลการดำเนินงานความเสี่ยงจากเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยงที่จะมีการรายงานและใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านปฎิบัติการ
  • มีการรายงานความเหมาะสมของผลที่ได้จากเครื่องมือการประเมินความเสี่ยงต่อคณะกรรมการบริหารระดับสูงและหน่วยธุรกิจ

ในระยะแรกเอกสารอาจจะเป็นภาษาอังกฤษบางส่วน แต่เราก็เชื่อว่าคุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ครับ และถ้าเราพบ Template อะไรที่น่าสนใจ เราจะนำมาเพิ่มเติมให้ครับ เพื่อให้ฝ่ายบริหารความเสี่ยงมีเครื่องมือใช้กันอย่างต่อเนื่องครับ

คุณสามารถดาวน์โหลด เอกสารต้นแบบตัวชี้วัดความเสี่ยง (KRI) : http://www.interfinn.com/finn/Risk_templates/key-risk-indicator-templates.xlsx

สุดท้ายนี้ เราก็ขอให้ทุกๆ ท่าน โชคดีและมีความสุขครับ

เอกกมล เอี่ยมศรี

ผู้เรียบเรียง

http://eiamsri.wordpress.com 

http://www.interfinn.com 

 

Published in: on 15/06/2011 at 20:28  ให้ความเห็น  
Tags: